ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

นักสู้

๒๘ มี.ค. ๒๕๖๙

นักสู้

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๓๑๔๙. เรื่อง “การภาวนา”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ที่ผ่านมาดูแต่อาการเกิดดับ แต่กิเลสไม่ขยับเลยสักนิด เพราะไม่รู้จักและมองไม่เห็นกิเลส ดูแต่เงาสะท้อนหน้าฉาก แต่ไม่เคยสาวไปถึงผู้บงการหลังฉาก เพราะกำลังสู้ไม่พอ

เมื่อภาวนาไปบ่อยครั้งจึงได้รู้ว่า ความหิว ความรู้สึกเจ็บปวด ความรู้สึกแน่นจมูก คัดจมูก มันล้วนเป็นเรื่องหลอกที่ถูกสมมุติขึ้นมา ปัญญาจึงเกิดขึ้นตอนเหมือนหมาจนตรอก จะเข้าไปเป็นส่วนผสมใหม่ในความโง่และจิตใต้สำนึก ถ้าเข้าไปฆ่าผู้บงการหลังฉากได้ให้ตายไปทีละตัว เงาที่สะท้อนออกมาจึงเปลี่ยนไป แล้วสักวันกระจกของเราจะใส

ภาวนาผิดถูกอย่างไร ขออุบายแนะนำด้วยเจ้าค่ะ

ตอบ : นี่พูดถึงการภาวนานะ

เวลาการภาวนาๆ เราอยู่กับครูบาอาจารย์มา เวลาโยมมาถามปัญหานี้มากมายมหาศาล ท่านก็นั่งฟังเฉย นั่งฟัง นั่งฟังเพราะอะไร เพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรา ท่านอยากจะให้ชาวพุทธเราได้ฝึกหัดภาวนา ถ้าการฝึกหัดภาวนา นั้นน่ะคือการเริ่มต้น

อย่างเช่นในสมัยปัจจุบันนี้ไง คนที่เห็นแก่สุขภาพกาย สุขภาพจิต เขาออกกำลังกายของเขา คนที่ถ้าสุขภาพจิตไง อย่าเครียด อย่ากังวล ถ้าสุขภาพกาย สุขภาพจิตดี คนเราจะสมบูรณ์ จิตใจจะผ่องใส

การฝึกหัดภาวนาของชาวพุทธส่วนใหญ่แล้วมันก็ได้แค่นี้ ได้แค่คลายความเครียด ด้วยความวิตกกังวล ผลของมันมีเท่านี้แหละ ผลของมันมีเท่านี้เพราะอะไร เพราะปุถุชน กัลยาณชน การฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ครูบาอาจารย์ของเราท่านตรากตรำ ท่านการกระทำของเรา เห็นไหม

เวลาครูบาอาจารย์ของเรา “ธรรมะอยู่ฟากตาย”

ธรรมะอยู่ฟากตาย ท่านฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาโดนกิเลสมันหลอก มันหลอกแล้วหลอกเล่า

แล้วถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ หรือครูบาอาจารย์ถ้าไม่มีหลักมีเกณฑ์ไง ใครมาอธิบายเรื่องธรรมะ เออออห่อหมก ยกยอปอปั้นเขาไปทั้งนั้นน่ะ

เวลาครูบาอาจารย์ของเรานะ ถ้าใครฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ท่านก็ให้กำลังใจ ท่านก็อนุโมทนากับผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัตินั้น แล้วถ้าผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติเป็นสุจริตชน เขาทำคุณงามความดีของเขาได้มากน้อยขนาดไหน นั่นก็เป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกที่เขาจะรู้เขาจะเห็นในหัวใจของเขา

อันนี้ก็เหมือนกัน ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติ ชาวพุทธๆ ที่ฝึกหัดปฏิบัติ หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง มันก็เป็นแค่พิธีปฏิบัติ ปฏิบัติพอเป็นพิธี

ปฏิบัติพอเป็นพิธี แล้วก็พิธีการปฏิบัติ มาเป็นการประพฤติปฏิบัติ โดยถ้าการประพฤติปฏิบัติโดยข้อเท็จจริงของชาวพุทธไง เวลาทำทาน โอ้โฮ! คนนี่แน่นไปหมดเลย ยิ่งหล่อพระ หล่อพระพุทธรูป ทำทานยิ่งใหญ่ คนนี้แน่นไปหมดเลย เวลาถึงภาวนาเหลือสองคน มันไม่มีใครทำจริงทำจังหรอก

มันทำจริงทำจังขึ้นมาเพราะอะไร เพราะการภาวนา สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี คือกิเลสมันสงบตัวลง กิเลสไม่สงบตัวลง จิตนั้นจะเป็นสัมมาสมาธิไม่ได้

ผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ให้กิเลสมันเผลอๆ เผอเรอ ความเผอเรอ นั่นว่าเป็นธรรมๆ

ธรรมเกิดจากความเผลอสติใช่ไหม ธรรมเกิดจากการเผอเรอ การไม่เอาไหนใช่ไหม มันเป็นไปไม่ได้

สิ่งที่เป็นจริงๆ ขึ้นมานะ สัมมาสมาธิ จิตเป็นหนึ่ง ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงของมัน

แต่เวลาที่ฝึกหัดปฏิบัติกันมันพาดพิงอารมณ์ไหม ถ้าไม่พาดพิงจะรู้ได้อย่างไร ไม่พาดพิงจะเห็นนู่นเห็นนี่ได้อย่างไร มันพาดพิงไปทั้งนั้นน่ะ นี่เหมือนกัน การฝึกหัดปฏิบัติไง ตามข้อเท็จจริงไง

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เวลาจะเข้าสู่คำถามไง เวลาคำถามๆ เขาฝึกหัดปฏิบัติมา เขาผ่านมา เขาดูการเกิดดับๆ การเกิดดับ กิเลสมันก็ไม่ขยับเขยื้อนอะไรเลย

กิเลส แก่นกิเลส

ในโลกนี้เขาว่าเพชรนิลจิดาเป็นของที่แข็งนะ กากเพชรเขาเอาไว้ตัดกระจก ไอ้นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่เข้มแข็งขนาดไหนนะ มันก็ยังตกอยู่ในใต้อนิจจัง

นี่ก็เหมือนกัน กิเลสตัณหาความทะยานอยากเป็นอารมณ์ความรู้สึกนี่แหละ แก่นกิเลสไม่ใช่ฆ่าหรอก แก้ไขได้ยากนัก ดูแลได้ยากนัก เพราะอะไร เพราะเป็นจริตนิสัย ไม่อย่างนั้นทำความสงบของใจเข้ามา โดยวิทยาศาสตร์ เรานั่งสมาธิ เราต้องได้สมาธิเหมือนเขา

มันมีพระมาบวชอยู่กับเราไง ในพรรษาเขาเดินจงกรม นั่งสมาธิเท่าไร เขาจดเป็นตัวเลขเลย แล้วมาบอกว่าเขาทำอย่างนี้เขาจะได้อะไร

ก็ได้ประสบการณ์ไง แล้วเวลาทำแล้วเราก็ขำๆ ไง โลกเป็นอย่างนี้ โลกวิทยาศาสตร์เอาสถิติ เอาสถิติ แต่เวลาครูบาอาจารย์ของเราที่ประพฤติปฏิบัติ ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี ใครมีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหน ถ้ามีอำนาจวาสนามาก เขารักและเขาฝักใฝ่คุณงามความดี เวลาเขาฝึกหัดปฏิบัติเขาต้องการข้อเท็จจริง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก

เจ้าชายสิทธัตถะ อุทกดาบส อาฬารดาบสรับประกันว่าทำสมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ ได้ เป็นศาสดาเหมือนเรา เจ้าชายสิทธัตถะปฏิเสธๆ เพราะอะไร เพราะเราสงสัย เรายังงงๆ อยู่ เฮ้ย! งงๆ มันเป็นธรรมได้อย่างไร เพราะอะไร เพราะมันไม่รู้ไม่เห็นไง นี่เวลาคนที่มีสติมีปัญญา แม้แต่ครูบาอาจารย์ยกย่องสรรเสริญ นั่นแสดงว่าครูบาอาจารย์ไม่รู้ ครูบาอาจารย์ไม่เป็นธรรม

ถ้าเป็นธรรม หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านรื้อค้นหมดน่ะ เวลาลูกศิษย์ลูกหาผู้ปฏิบัติไง “สิ้นกิเลสๆ”

สิ้นกิเลสก็เรื่องของเอ็ง เริ่มต้นอย่างไร

หลวงตาพระมหาบัว ลูกศิษย์ลูกหาของท่านไปอวดเก่งกับท่าน ท่านบอก “ก.ไก่ ก.กา ว่ามา ก.ไก่ ก.กา ว่ามา เอ็งเริ่มต้นอย่างไร ทำสมาธิได้ไหม เป็นสัมมาสมาธิถูกต้องชอบธรรมหรือเปล่า”

ถ้าเวลาคุยหลังไมค์ไง ไอ้ที่ว่าเก่งๆ มาน่ะ ก.ไก่ ก.กา ว่ามา สติเริ่มต้นอย่างไร

เวลาไปเทศนาว่าการสอนคนอื่นนะ โอ้โฮ! แหม! สติปัญญาเลอเลิศ ทฤษฎีทั้งนั้นน่ะ เอาจริงเอาจังที่ไหน

ความจริงความจังมันเกิดจากพฤติกรรมการแสดงออกนั้นน่ะ ผู้ใดมีธรรม ถ้าแสดงออกกิริยาหยาบละเอียดขนาดไหนมันมีธรรมเจือปนมา ผู้ใดไม่มีธรรม นุ่มนวลขนาดไหนกิเลสทั้งนั้น หลอกแม้แต่ตัวเองแล้วไปหลอกคนอื่น

นี่เหมือนกัน ในการฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เริ่มต้นมันอยู่ที่คำถามนี้ไง ดูการเกิดดับๆ

ก็อภิธรรมไง รู้ตัวทั่วพร้อมนี่ไง เกิดดับๆ ขึ้นมา ผลของมันก็คือความสงบระงับ

เขาบอกว่า “อภิธรรมใช้ปัญญา ไอ้พวกพุทโธๆ มันเป็นสมถะ มันจะติดนิมิต มันจะรู้อะไรไม่ได้ ต้องพวกเราใช้ปัญญา เกิดดับ รู้ตัวทั่วพร้อม”

เกิดดับถ้าเท่าทัน ถ้ามีสติปัญญา มันก็เป็นสมถะ มันเป็นสมาธิเท่านั้นน่ะ เพราะอะไร ปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาที่เป็นปัญญาชน ปัญญาที่มีความรู้ สิ่งใดที่เกิดขึ้น เราก็ใช้สติใช้ปัญญาเทียบเคียงว่ามันมีเหตุมีผลมากน้อยขนาดไหน มันมีข้อเท็จจริงในตัวมันหรือไม่ ในอารมณ์ที่เราคิดนั่นน่ะ ตามข้อเท็จจริงทางวิชาการ เราก็แยกแยะได้ว่ามันถูกหรือผิด แต่มันดีหรือชั่ว ชอบหรือชัง มันพอใจหรือไม่พอใจ เวลาเท่าทันมันก็ปล่อย เท่าทันมันปล่อยด้วยเหตุผลไง

นี่ไง กิเลสกลัวธรรมะ กิเลสกลัวธรรมะ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง

ธรรมะเป็นธรรมชาติ ธรรมะเป็นข้อเท็จจริง แต่เวลากิเลสอยากได้ อยากดี อยากเป็น อยากให้มันสมความปรารถนา นั่นน่ะเข้าไปแทรก สติปัญญาเราเท่าทันมันก็ปล่อยๆ มันก็ปัญญาอบรมสมาธิเท่านั้นน่ะ

ศีล สมาธิ ปัญญา

ปัญญาๆ ปัญญาถ้ามันเกิดขึ้นมามันจะเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันเป็นปัญญาเกิดจากจิต ไม่ใช่ปัญญาเกิดจากทฤษฎี ปัญญาเกิดจากพระไตรปิฎก

บอกว่า มันจะเป็นไตรปิฎกหน้านั้น บรรทัดนั้น วรรคนั้น

ลองแท่นพิมพ์ผิดสิ ความหมายผิดหมดน่ะ แล้วถ้าข้อเท็จจริงนั้น เขาก็พิมพ์ตามนั้นแหละ

แต่ข้อเท็จจริงนั้นมันอยู่ที่จริตนิสัยของแต่ละบุคคล ถ้ามันมีทฤษฎีทฤษฎีเดียว ทุกคนต้องเป็นอย่างนั้น

เช่น หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกประจำ “น้ำพริก ถ้าถ้วยน้อยๆ มันจะมีรสมีชาติ น้ำพริกไปละลายในแม่น้ำ มันจะมีรสมีชาติไหม น้ำพริกลงไปละลายในทะเล มันจะมีรสมีชาติไหม”

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเป็นสติปัญญาของจิตดวงนั้น มันเป็นปัญญาของจิตดวงนั้น แล้วถ้ามันจะเป็นปัญญาของจิตดวงนั้น พระสารีบุตรเป็นพระอรหันต์ ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ภาษาเราน่ะ ทฤษฎีส่วนทฤษฎี เอาไว้สอนคนอื่น แต่หัวใจท่านเป็นธรรมแล้ว มันเป็นธรรมโดยข้อเท็จจริง

ไอ้นี่บอกว่า มันต้องเป็นตามหน้านั้น บรรทัดนั้น ไอ้พวกหลับตามันจะรู้ได้อย่างไร มันจะเป็นไปได้อย่างไร

ศีล สมาธิ ปัญญา

แล้วในปัจจุบันนี้ไง ปัญญาชนๆ มีสติ มีความรู้ จบ ๙ ประโยค ธรรมะนี้แทงทะลุปรุโปร่งหมดน่ะ แต่ทำสมาธิไม่เป็น ยืนยันว่าทำสมาธิไม่เป็น

ถ้าทำสมาธิเป็นนะ เอ๊อะ! มันจะมหัศจรรย์ในใจของตัว แล้วถ้ามหัศจรรย์ในใจของตัว นั่นล่ะคือพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

พุทธะคือผู้รู้ประจำใจ ใจของตัว ถ้ามันตื่นขึ้นมานะ ถ้ามันมีอำนาจวาสนานะ มันน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง

การเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงคือจิตเป็นสัมมาสมาธิแล้วเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม มันจะเห็นตัณหาความทะยานอยาก เหตุแห่งการเคลื่อนไหวของจิต

จิตถ้ามันเป็นสัมมาสมาธิไง ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

แล้วไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น แล้วมันได้อะไรล่ะ

ก็ได้ความสงบสุข

แล้วถ้ามันจะเคลื่อนไหวล่ะ

นี่ไง ถ้ามันจะเคลื่อนไหว มันก็เห็นตัณหาความทะยานอยากไง ความอยากไป ความไม่อยากไป หรืออยู่เฉยๆ ไง ตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหาคือเหตุแห่งทุกข์

เหตุแห่งการเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวเพื่อภาวนามยปัญญา เคลื่อนไหวเพื่อความสงบสุข กับเคลื่อนไหวโดยตัณหาความทะยานอยาก เคลื่อนไหวโดยทุกข์ไง

ถ้าจิตเป็นสัมมาสมาธิ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม จะเป็นแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ตามพระพุทธศาสนา

ชาวพุทธศึกษาเล่าเรียนมีความรู้มาก แนวทางสติปัฏฐาน ๔ เพ้อเจ้อๆ เพ้อเจ้อละเมอเพ้อพก เพราะมันไม่มีผลไง

รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง

เราถึงใช้คำว่า เห็นสติปัฏฐาน ๔ ปลอมๆ เพราะโดยวิปัสสนึก โดยการนึก การคาดการหมาย ด้วยสติ ด้วยความรู้นั่นแหละ

เขาถึงบอกว่า นั่นน่ะเป็นปัญญา ไอ้พวกหลับหูหลับตาจะไม่รู้อะไรเลย

ไอ้หลับหูหลับตา ถ้าเป็นสัมมาสมาธิ มันจะเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามข้อเท็จจริง

ไอ้หลับหูหลับตา แล้วหลงระเริงไปกับโลก ไปกับฌานสมาบัติ นั่นบ้าบอคอแตก

มีสติเท่าทัน มันจะสงบหมด

จะย้อนมาที่คำถามไง

เวลาดูเห็นการเกิดดับๆ กิเลสไม่ขยับเลย ไม่รู้จัก ไม่เห็นกิเลสทั้งสิ้น ดูแต่เงาสะท้อนของมันเป็นหน้าฉาก แต่ในเมื่อฝึกหัดปฏิบัติมากขึ้นๆ มาพิจารณาดูไง ถ้ามันเป็นความจริง ความหิว ความเจ็บปวด ความคัดจมูกต่างๆ มันเป็นแต่เรื่องของหลอก

ก็มันหลอกอยู่แล้ว ก็สมมุติไง จริงตามสมมุตินะ มันจริงไหมล่ะ หิวไหม หิวทั้งนั้นน่ะ มันคัดจมูก มันเป็นหน้าฉากๆ แล้วถ้าสติไม่ทันมันก็เข้าไปส่งเสริม ไปส่งเสริมสิ่งนั้นให้เป็นทุกข์ แต่ถ้าเรามีสติปัญญาเท่าทันมัน มันก็แยกออก ไม่ไปส่งเสริม

เพราะมันเกิดไง อายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใหญ่เฉพาะหน้าที่ ลิ้นใหญ่เฉพาะเรื่องรู้รส ตา เพราะเห็นรูป สัมผัส ผิวหนัง มันใหญ่เฉพาะหน้าที่ มโนสิ รับรู้ได้หมด ไม่ต้องสัมผัสใดๆ เลย มันคิดเอง

แล้วถ้ามันสงบสุขของมันขึ้นมาล่ะ

สงบสุขคือจิตสัมมาสมาธิ

สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ ไม่มีสัมมาสมาธิ หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านบอกว่าสมุทัยมันเจือปน

กิเลสตัณหาความทะยานอยาก สัญชาตญาณของจิต จะคิดอะไร ไม่มีสัญชาตญาณมันคิดได้อย่างไร ไม่มีความพอใจมันจะชอบหรือ ไม่มีการขัดแย้งหัวใจมันจะโกรธใคร มันเจือปนมาทั้งนั้นน่ะ

สัมมาสมาธิ กิเลสสงบตัวลง กิเลสสงบตัวลงมากน้อยขนาดไหน นั้นคือโอกาสที่เราจะได้ฝึกหัดยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้

กิเลสสงบตัวลง ทำอะไรไม่เป็นเลย เสื่อม สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายต้องเป็นอนัตตา ไม่มีสิ่งใดคงที่ทั้งนั้นน่ะ สติ สมาธิ กว่าจะได้มา ลงทุนลงแรงเกือบเป็นเกือบตาย อยู่แป๊บเดียวไปแล้ว ฉะนั้น จิตเจริญแล้วเสื่อม

คำว่า เจริญแล้วเสื่อม” หมายความว่า จิตสงบสุขแล้วมันรู้จักคุณค่า มันรู้จักการรักษา เพราะอะไร เพราะมันเคยเจริญแล้วเสื่อม เวลาเจริญขึ้นมามีความสงบสุขเหมือนพระอรหันต์เลย

เวลาคนภาวนาไม่เป็น แค่ทำสมาธิได้มันคิดว่ามันสิ้นกิเลส มันเป็นพระอรหันต์ไง นี่ไง ถึงว่าเหมือนพระอรหันต์เลย แต่ไม่ใช่ มันติดสมาธิ พอติดไปแล้วนะ มันอยู่คงที่ไม่ได้หรอก สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา อนัตตาคือมันแปรปรวน มันเปลี่ยนสภาพ มันอยู่ไม่ได้

เว้นไว้แต่อกุปปธรรม อกุปปธรรม อฐานะที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง บุคคล ๔ คู่ คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีแต่พัฒนาขึ้น ได้หรือไม่ได้ เป็นหรือไม่เป็น

ฉะนั้น สิ่งที่ว่า ถ้าไม่มีสัมมาสมาธิ หรือสมาธิมันไม่มีกำลังของมัน มันจะไปวิปัสสนาไม่ได้

พูดทุกวัน พระกรรมฐานทำสมาธิไม่เป็น เพราะมันไม่รู้จักมิจฉาหรือสัมมา แล้วสมาธิไม่มี มันจะวิปัสสนาไปได้อย่างไร

วิปัสสนามันเกิดจากอะไร วิปัสสนาเกิดที่ไหน แล้วมันเกิดอย่างไร

ฉะนั้น มันถึงเป็นปัญญาสมมุติ ปัญญาทางโลก ปัญญาโดยสัญชาตญาณ มันก็เลยเป็นคำถามมานี่ไง

มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิ มันเป็นปัญญาของโลก เป็นปัญญาของชาวพุทธที่มีความรู้ ทั้งทางโลกและทางธรรม ทางโลกคือวิทยาศาสตร์ ทางธรรมคือในพระไตรปิฎก ธรรมะของพระพุทธเจ้า ศึกษากันมาแล้วมาเทียบมาเคียง มาพิจารณา มหัศจรรย์ๆ

แต่ถ้าทำสมาธิเป็น เงียบ เงียบเลย ยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้มันยิ่งกว่ามหัศจรรย์

แล้วหลวงตาพระมหาบัวสิ้นกิเลสไง “เราไปพูดกับใครไม่ได้หรอก เขาหาว่าเราบ้า”

ทั้งๆ ที่ท่านเรียนจบมหานะ เพื่อนๆ ที่เป็นมหา ๙ ประโยคเยอะแยะไปหมด มหาเขียนน่ะ ๙ ประโยค เป็นเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เป็นเจ้าฟ้าเจ้าคุณด้วย สละตำแหน่งทั้งหมดแล้วไปฝึกหัดปฏิบัติ ฟังเทศน์หลวงตาพระมหาบัว เงียบ เงียบ

นี่ไง เวลาเงียบขึ้นมาเพราะอะไร

เพราะไปเถียงอะไรกับเขา ถ้าเถียงกับเขามันก็เท่ากับเถียงคอมพิวเตอร์นั่นน่ะ ดูสิ เวลาคอมพิวเตอร์เวลามันประมวลผลน่ะ พับๆๆ เถียงมันสิ

กระแสสังคม กระแสคืออารมณ์คน มันบ้าบอคอแตก ถ้ามันไม่เป็นประโยชน์กับใครทั้งสิ้น เวลาเป็นประโยชน์กับเรา เห็นไหม เงียบ

นี่ก็เหมือนกัน นี่คำถามไง เวลาที่มันหิว มันคัดจมูกต่างๆ ถ้าเราเท่าทันมัน เราก็ไม่เข้าไปร่วมกับมัน ถ้ามันเข้าไปร่วมกับมัน มันเข้าไปส่งเสริมมัน

แล้วทำอย่างนี้ถูกหรือไม่ถูก

ปัญญาอบรมสมาธิ ฝึกหัดบ่อยครั้งเข้า ทำให้เรารู้ ให้เราเกิดขึ้นกับเรา ถ้ามันเกิดขึ้นกับเรานะ ถ้าน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง มันจะเกิดความมหัศจรรย์มาก

นั้นเริ่มต้นจากสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานไง

วิปัสสนาคือปัญญาที่รู้แจ้งแทงตลอดกิเลสในหัวใจของตน

เห็นกิเลส จับกิเลสได้ รู้จักกิเลส พิจารณาไป แล้วมากน้อยขนาดไหน ตทังคปหานชั่วครั้งชั่วคราว ตทังคปหานคือใช้สติใช้ปัญญาชนะมัน มันก็ปล่อยวาง ปล่อยวางชั่วครั้งชั่วคราว

ถ้ามันสมุจเฉทปหาน ขณะที่มันสมุจเฉทปหาน นั้นคือทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธ ทุกข์ดับด้วยมรรค ๘ มรรคจะสมบูรณ์แบบ แล้วเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก แล้วจะเก็บไว้ในหัวใจ แล้วพยายามจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้สูงส่งกว่านี้เรื่อยไป จบ

ข้อ ๓๑๕๐. เขาถามเนาะ คำถามเขียนมาว่า

ถาม : ข้อ ๓๑๕๐. เรื่อง “กราบเรียนหลวงพ่อ รู้จักตัวเองแล้ว ควรจะไปบวชชีดีไหมเจ้าคะ”

ตอบ : นี่คือคำถามไง มันเป็นอารัมภบท มันเป็นว่ารู้สึกตัวแล้ว รู้สึกตัวแล้วก็เป็นอำนาจวาสนาของคน เขียนมาบอก เขียนมาเพื่อให้รู้ รู้แล้วไง

ถ้าสำหรับเรานะ สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นสุขๆ เถิด อย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย แล้วถ้าจะไปบวชชีหรือไม่บวชชี มันเป็นอำนาจวาสนาของคน เอวัง

ถาม : ข้อ ๓๑๕๑. เรื่อง “ผลของการภาวนา”

นมัสการหลวงพ่อ ผมได้มีโอกาสไปอยู่วัดสองวัน เดินจงกรม นั่งสมาธิได้เยอะกว่าตอนอยู่บ้าน บรรยากาศที่เงียบสงบและหมู่คณะที่ดีมีผลให้เราเร่งความเพียรได้จริงๆ

มีคำถามเกี่ยวกับการภาวนา ๒ ข้อ

๑. ได้ลองนั่งสมาธิใต้ต้นไม้ดู ช่วงแรกไม่มีปัญหา นั่งไปเรื่อยๆ เริ่มมีมด มีแมลง มียุงมากวน กัดฟันสู้ครับ กวนไปสักพัก พุทโธเอาไม่อยู่ เริ่มแผ่เมตตาไป นึกในใจว่า เดี๋ยวยุงไม่กี่วันก็ตาย ให้มันดูดเลือดนิดหน่อยจะเป็นอะไรไป สักพักคำของหลวงพ่อขึ้นมากลางหัวใจ

“สพฺเพ สตฺตา จงอยู่เป็นสุขๆ เถิด”

ผมรีบใช้ประโยคนี้ในการบริกรรมแทน บริกรรมไปเรื่อยๆ จนความรู้สึกร่างกายจางหายไป แต่สักพักก็กลับมารู้สึกตัว ไปอย่างนี้อยู่หลายหน นั่งได้ ๑ ชั่วโมงกว่า เริ่มรู้สึกว่ามีมดแทะที่ผิวหนังถี่ๆ ทนไปสักพักทนไม่ไหว จึงถอนออกมาเพื่อปัดมดออก

อยากเรียนถามหลวงพ่อว่า ถ้าเจอแบบนี้เราควรภาวนาอย่างไรดีครับ หรือเวลาพระธุดงค์ที่นั่งภาวนาในป่าเขารับมือเรื่องแมลงอย่างไรครับ

๒. แกว่งมือเดินในทางจงกรมครับ แบบที่เราเดินถนนทั่วไป รู้สึกตัวกระฉับกระเฉงและว่องไวกว่าการเดินแบบเก็บมือไว้ที่หน้าท้อง แบบนี้ใช้ได้ไหมครับ เพราะกลัวว่าจะไม่เคารพต่อทางจงกรมในสายวัดป่า ขณะที่เดินไวๆ ความคิดมันจะตามไปไม่ค่อยทัน พอใจมันเริ่มสงบ สามารถเดินช้าลงได้ กุมมือไว้หน้าท้องตามปกติได้ มีสติกำกับได้ดีขึ้น หลวงพ่อว่าใช้ได้ไหมครับ

ตอบ : นี่คำถามเนาะ

หนึ่ง การภาวนา ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติมานะ เวลาพระเราๆ เวลาจะภาวนา ภาวนาตลอดชีวิต

ฉะนั้น คำว่า ภาวนาตลอดชีวิต” เป็นพระอาชีพ เป็นพระกรรมฐานโดยอาชีพ ภาวนา ๒๔ ชั่วโมงตลอดทั้งชีวิต นี้การเผชิญกับแมลง การเผชิญกับมด การเผชิญกับสิ่งใด มันจะมีของมันอยู่ทั้งนั้นแหละ มันก็อยู่ที่อำนาจวาสนาไง

อย่างเช่นหลวงปู่ผางๆ ในประวัติหลวงปู่ผาง ท่านมีความสัมพันธ์กับพวกพญานาคมาก จะไปอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่มันจะเจองูตัวใหญ่ๆ บางทีไปเจอนะ โอ้โฮ! มานี่ โผล่มานี่ หัวเบ้อเร่อ ตาเท่าตาไข่อย่างนี้ นั่นอยู่ที่วาสนา

หลวงปู่ขาวท่านมีความสัมพันธ์กับช้าง ไปอยู่ที่ไหนก็เจอแต่ช้างไง

เวลาครูบาอาจารย์ของเรา เรื่องยุงๆ ต้องท่านพ่อลีวัดอโศการาม มาสร้างวัดอโศฯ นั่นน่ะ ริมทะเล ท่านไปนั่ง เวลายุงมามันเป็นเหมือนพายุเลย ท่านนั่งให้มันกัดตลอดเลย พอลืมตาออกมา โอ้โฮ! ที่นั่งเลือดทั้งนั้นเลย

นั่นเห็นไหม เวลาอำนาจวาสนาบารมีของแต่ละองค์ อยู่ที่อำนาจวาสนา เวลาครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ท่านก็หลีกเร้น

ในวงกรรมฐานนะ เวลาออกธุดงค์ จะปัสสาวะ จะบ้วนน้ำลาย ต้องไปไกลๆ เลย ถ้าอยู่บริเวณนั้น เพราะแค่หยดน้ำนี่ มันจะเรียกมดมาเลย พวกมด พวกแมลงอยู่ในป่า เรื่องน้ำนี่สำคัญมาก ฉะนั้น เวลาธุดงค์ไปแล้วมันจะมีประสบการณ์เรื่องนี้ทั้งนั้นน่ะ

แล้วเวลาพอเดินธุดงค์ไป ผ้าเรา ผ้าจีวร ผ้าสามผืน เวลามันมีเหงื่อมีไคล โอ้โฮ! มันกลิ่นทั้งนั้นน่ะ ต้องพับต้องเก็บให้ดี ถ้าพับเก็บไม่ดีนะ คืนนั้นทั้งคืนได้เจอกับมด ได้เจอกับแมลงทั้งนั้นน่ะ วิธีหลบหลีก นี่พูดถึงวิธีแบบโลก แบบวิทยาศาสตร์ไง

แต่วิธีหลบหลีกแบบธรรม อย่างที่ท่านพ่อลีท่านนั่งเลย ครูบาอาจารย์หลายองค์ท่านก็พิสูจน์ แต่ถ้าจะหลบ หลบแบบธรรมและวินัย เราหลบเราหลีกของเราเอง มันอยู่ที่วาสนา

คำว่า วาสนา” คือว่าคนชอบหรือไม่ชอบอะไร ทนได้หรือทนไม่ได้กับอะไร ทนได้หรือทนไม่ได้ก็หลบหลีกเอา หลบหลีกด้วยสติด้วยปัญญา หลบหลีกโดยไม่ผิดธรรมวินัยนะ

ไม่ใช่หลบหลีกแล้วไปสร้างบาปสร้างกรรมโดยการเป็นอาบัติกรณีอื่นๆ หลบหลีกต้องหลบหลีกอยู่ในธรรมและวินัย

แล้วถ้าอยู่ในธรรมวินัย แล้วจิตสงบไม่สงบ จิตได้หรือไม่ได้ ภาวนาเป็นหรือภาวนาไม่เป็น หลบหลีกแล้วภาวนาได้ นั่นจะเป็นประโยชน์ หลบหลีกแล้วภาวนาไม่ได้ ก็ต้องหาอุบายวิธีการหลบหลีกของเราไป นี่เฉพาะตัวบุคคล ฉะนั้น ครูบาอาจารย์ของเราถึงไม่เหมือนกัน

แต่ถ้าเรา เราจะพิจารณาของเราอย่างไรก็เป็นอำนาจวาสนาของตน แล้วมันเป็นประสบการณ์ของแต่ละบุคคล แต่ละขั้นแต่ละตอนของบุคคลคนนั้น มันเกี่ยวกับอำนาจวาสนานะ มันเกี่ยวกับความสัมพันธ์น่ะ เราเคยมีเวรมีกรรมไว้กับใคร

เวลาครูบาอาจารย์ของเราอยู่ในป่าในเขา เยอะมากเรื่องเสือ แล้วเวลาเสือมาเป็นเสือจริงๆ ก็มี เสือเทพนี่ส่วนใหญ่ เสือเทพเป็นเสือแบบที่ว่ามันไม่ใช่เสือธรรมชาติ ถ้าเสือธรรมชาติมันจะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดเราไม่ได้ ถ้าเป็นเสือเทพๆ พอเราคิดอะไร เขามีปฏิกิริยาตอบโต้

ครูบาอาจารย์เรานะ “จะมานั่งดูกันทำไม ก็กลัวไง”

เวลาพูดนะ เขาก็ “ฮึ่ม!

เวลาว่า “ถ้าจะมาปกป้องภัยให้ก็แล้วแต่เสือ”

มันสงบเลย มันรู้ถึงความคิดเรา นี่ถ้าเป็นพวกเทพบันดาล คำว่า เทพบันดาล” แสดงว่าพระองค์นั้นมีอำนาจวาสนา สิ่งนั้นจะมาช่วยส่งเสริมในการปฏิบัติ

เวลาเราปฏิบัติขึ้นไป จิตมันจะกวัดแกว่ง จิตเรามันจะโลเล ถ้ามีสิ่งนั้นมาช่วย เห็นไหม ช่วยควบคุม ถ้ามีวาสนานะ

เวลาในพระไตรปิฎกไง เวลาพระอะไรที่อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า เวลาละทิ้งพระพุทธเจ้าไป ไปเดินจงกรมในป่าไง โอ้โฮ! เวลาจิตมันคิดฟุ้งคิดซ่านขึ้นมา เทวดามาหยุดยั้งกลางอากาศเลย

“สิ่งที่เธอคิดต่างๆ มันเป็นเรื่องโลกๆ พวกนั้นเป็นพวกโลกๆ ที่เขายังติดอยู่ในโลกธรรม ท่านต่างหาก ท่านต่างหาก ท่านเป็นคนที่ขวนขวาย เป็นคนที่มีโอกาส”

เพราะเดินจงกรมอยู่ไง เดินจงกรมอยู่มันวิตกวิจารณ์ มันทุกข์ บ่นน้อยอกน้อยใจ เราไม่มีอำนาจวาสนา เรามันทุกข์มันยาก เทวดามาหยุดยั้งกลางอากาศเลย

แล้วเทวดา ในพระไตรปิฎก เทวดานั้นน่ะเคยเป็นผู้ร่วมประพฤติปฏิบัติมาด้วยกัน มายับยั้งกลางอากาศ

“เขายังติดในโลกธรรม ๘ ยังหลงระเริงกับโลก ท่านต่างหาก ท่านต่างหาก”

โอ้โฮ! มันฟื้นมาหมดนะ ทั้งสติ ทั้งกำลังใจ เดินจงกรมคืนนั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์ นี่พูดถึงว่าถ้ามีวาสนา ไอ้เรานะ แค่พุทโธให้อยู่กับเนื้อกับตัวนี่ก็บุญกุศลแล้ว

นี่พูดถึงว่าประสบการณ์ของแต่ละบุคคล

๒. การเดินจงกรม การแกว่งแขวนต่างๆ

มันอยู่ที่ว่าวิตกวิจารณ์มากน้อยขนาดไหน แต่โดยข้อเท็จจริง การเดินแกว่งนี่นะ มันสะดวกสบาย มันส่งออกไง ความรู้สึกไปอยู่ที่ปลายแขน

สติสำคัญมากนะ

เวลาครูบาอาจารย์เราให้ไว้ที่หน้าท้องนั่นแหละ การเดินมันทุกข์มันยากไปทั้งนั้นน่ะ แต่กิริยาที่มันพร้อม มันควบคุมดูแลตัวเอง มันจะทำให้สติดีขึ้น

การปฏิบัติมันอยู่ที่เราปฏิบัติ แล้วประสบการณ์ของจิตมันจะสอน เวลาจิตมันกระทบอะไรรุนแรง เดินจงกรมมันยาก จะเร็วจะช้านี่เต็มที่เลย แต่พอมันเริ่มเข้าที่ ความรู้สึกนึกคิดมันจะเบาลงแล้ว

การทำสมาธิมันจะรู้จะเห็นเลยว่า ฟุ้งซ่าน ฟุ้งซ่านขนาดไหน ทุกข์ยากขนาดไหน เวลามันเข้าด้ายเข้าเข็มขึ้นมามันเริ่มคล่องตัว คล่องตัวอย่างไร แล้วเวลามันจะขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ มันจะรวมใหญ่ท่ามกลางการเดินจงกรม มันทำอย่างไร แล้วจิตมันลงอย่างไร มันเป็นอย่างไร นี่แค่สมาธิ

ศีล สมาธิ ปัญญา ยกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็น มันถึงจะเป็นแนวทางการปฏิบัติแนวทางสติปัฏฐาน ๔ โดยความถูกต้องชอบธรรม โดยการขุดคุ้ยค้นคว้าของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น แล้ววางแนวทางไว้ให้กับสัทธิวิหาริก ลูกศิษย์ของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ให้เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม มันจะรู้ตามข้อเท็จจริงนั้น จบ

ถาม : ข้อ ๓๑๕๒. เรื่อง “สภาวธรรมที่ไม่เคยเจออีกเลย มันคืออะไร”

สวัสดีครับ ผมเป็นนักปฏิบัติที่น่าจะเรียกตัวเองว่านักปฏิบัติได้ เพราะผมรู้ทันความคิด เห็นจิตมันทำงาน รู้แล้วว่ามันควบคุมไม่ได้ มีเหตุอะไรมาก็เป็นไปตามเหตุที่กระทบหลายอย่าง มันก็ควบคุมไม่ได้ ได้แต่แค่รู้

ปัจจุบันผมใช้พุทโธ เมื่อก่อนผมไม่ชอบพุทโธเลย เลยฟังคลิปหลวงตาพระมหาบัวท่านบอก “เพราะแบบนั้นไง มันต้องบังคับให้จิตอยู่กับพุทโธ”

เข้าคำถาม สมัยปี ๒๕๖๑ ตอนนั้นจิตมันเกิดสภาวะที่จำอะไรไม่ได้ มันไม่ใช่อาการความจำเสื่อม ผมก็ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร มันไม่มีตัวผม จิตผมมันกลัวมาก ผมใช้เวลาหลายชั่วโมงมากเพื่อให้ผมจำได้ เหมือนมันกลัว ขอโอกาส ผมอยากรู้มันคืออะไร

ตอบ : นี่ไง “ผมเป็นนักปฏิบัติที่พอจะเรียกตัวเองว่าเป็นนักปฏิบัติได้”

ถ้านักปฏิบัตินะ เขาจะมีประสบการณ์การประพฤติปฏิบัติ แล้วนักปฏิบัตินะ เขาจะมีเหตุมีผล คำว่า มีเหตุมีผล” ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ อย่างเช่นถ้าวันนี้มันฟุ้งมันซ่าน มันฟุ้งซ่านเพราะอะไร ถ้าวันนี้จิตที่มันสงบมันร่มเย็น มันร่มเย็นเพราะอะไร

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ

ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมไง หลวงตาพระมหาบัวท่านบอก “พระมันทำสมาธิกันไม่เป็น มันทำสมาธิกันไม่เป็น เพราะมันไม่มีคำบริกรรม”

คำบริกรรมก็เหมือนกับเวลาปัญญาชนที่ออกกำลังกาย เดิน วิ่ง การเดินและการวิ่งนี่กิริยา กิริยาเคลื่อนไหวคือความสงบ

จิตอยู่เฉยๆ เป็นสมาธิ ไม่มี

คำบริกรรมนั่นน่ะเหมือนกับเราเดินหรือวิ่งเพื่อความสงบสุขของใจ ฉะนั้น ถ้าพุทโธๆ คือคำบริกรรม ถ้าจิตมันไม่มีคำบริกรรม มันเอาอะไรมาสงบ มันมีแต่เผอเรอ เพ้อเจ้อ เพ้อฝันไง ถ้ามันเผอเรอ เพ้อเจ้อ เพ้อฝัน เห็นไหม

ฉะนั้น เขาบอกว่าเขาเป็นนักปฏิบัติที่พอจะเรียกว่าเป็นนักปฏิบัติได้ เพราะเขาปฏิบัติมาเท่าความรู้ความเห็น

มันก็เท่ากับเท่าทันความคิดเท่านั้นน่ะ

ฉะนั้น ทำมาอย่างนี้เขาว่าเขารู้เขาเห็นของเขา

นี่ไง มันไม่สงบสุขไง มันไม่เป็นสัมมาสมาธิไง ขณิกะ อุปจาระ อัปปนา ยกขึ้นสู่วิปัสสนานะ มันจะเข้าสู่มรรคสู่ผลนะ มันจะเกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เป็นความมหัศจรรย์

ไอ้คำถามที่ถามว่าปี ๒๕๖๑ ไร้สาระมากเลย เวลาปี ๒๕๖๑ ที่ไร้สาระที่ว่า “มันเข้าไปเฉยๆ จนมันรู้อะไรไม่ได้เลย”

มันมีผู้ปฏิบัตินะ ที่มีความเห็นผิด สิ่งที่สูงสุดในการประพฤติปฏิบัติคืออุเบกขา อุเบกขานะ ผู้ที่ทำความสงบสุข ทำสมาธิเป็น ถ้ามันไม่เป็นสมาธินะ เวลามันปวด ปวดมากๆ เวลาถ้ามันเป็นสมาธินะ โอ้โฮ! มันลงนะ มันสงบสุขมาก นี่ไง ที่ว่าสุขกับทุกข์

แต่ถ้าเวลาฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นไป วันไหนมันพลั้งเผลอ หรือความสมบูรณ์แบบในการปฏิบัติมันไม่ได้

นักปฏิบัตินะ นักปฏิบัติอาชีพ เราปฏิบัติตลอดเวลา ถ้าวันไหนสมบูรณ์แบบ มันเข้าสมาธิได้ง่ายๆ เลย แล้วดูแลรักษาได้ง่าย แต่โดยธรรมชาติของมนุษย์ มันไม่สมบูรณ์แบบเป็นบางครั้งบางคราว ถ้าไม่สมบูรณ์แบบ เราไม่ทันไง พอเราไม่ทัน มันจะไปสุขก็ไม่ใช่ มันจะไปทุกข์ก็ไม่ใช่ กลางๆ ไง อุเบกขาๆ

หลายๆ คนมีความเห็นผิดไง อุเบกขาเป็นต้นเหตุให้เกิดธรรมะ มันเป็นไปได้อย่างไร นี่ไง มันไม่รู้อะไรเลย

เวลาคนภาวนานะ เวลามันทุกข์มันยาก ทุกข์เจียนตาย เวลาจิตมันลง โอ้โฮ! มันสุข สุขมหัศจรรย์ แล้วมันก็รู้ว่าสุขกับทุกข์ไง แล้วเวลาสุขมันก็ไปไม่ได้ ทุกข์มันก็ไม่ไป แล้วมันคืออะไรล่ะ

เหมือนไม่รู้ อุเบกขา

นี่ไง เวลามันวางเฉยๆ นะ เวลาผู้ปฏิบัติ เวลานั่งได้ ๘ ชั่วโมง ๑๐ ชั่วโมงนู่นน่ะ เวลานั่งไปไม่รู้อะไรเลยนะ ไม่รู้อะไรเลย

ถ้าหลวงตาพระมหาบัวท่านว่าไง “สมาธิหัวตอ”

เวลาเรานั่งสมาธินะ ทุกข์เจียนตาย เวลามันไม่ได้ ปวดอยู่อย่างนั้นน่ะ ปวดซ้อนปวด ปวดบวกปวด ปวดมากขึ้น

เวลาถ้ามันทำของมันได้ไง เวลาจิตมันลง โอ้โฮ! สุข ขณิกสมาธินะ สุข อุปจาระ โอ้โฮ! สุขแล้วออกรู้ด้วย เวลาอัปปนา สักแต่ว่าปรากฏ

สมาธิคือสมาธิ สัมมาสมาธิหรือมิจฉา แล้วเวลาลงอุเบกขาล่ะ มันไปน่ะ มันจะไปสุขก็ไม่ใช่ มันจะไปทุกข์ มันก็ไม่ทุกข์ เพราะเรามีเหตุของเรา เรามีคำบริกรรม เรามีการภาวนาของเรา

เวลามันอุเบกขา เพราะอะไร เพราะวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์ ปีติ ตัวใหญ่ ตัวพอง ตัวมหัศจรรย์ ตัวเล็ก ตัวใหญ่ ตัวยุบ มันรู้วาระจิตได้เลย ถ้าปีติ ปีติในบาลีมีเยอะมากนะ เขาจะบอกว่าปีติระดับนั้นระดับนี้

นี่ก็เหมือนกัน อุเบกขา เวลามันวางไง เวลามันเป็นกลาง เพราะมันจะไปสุขหรือทุกข์ ไปรู้ให้มันชัดเจนมันไม่เป็น เวลามันอุเบกขา อุเบกขาถ้าคนมีอำนาจวาสนา มันก็พอง ชาอยู่อย่างนั้นน่ะ มันไม่ไป มันอยู่ตรงกลาง แล้วถ้ามันลึกลับซับซ้อน มันอยู่ที่บุญและบาปของคน อันนี้อยู่ที่วาสนา อย่างเช่นพระอรหันต์ประเภทอะไร

นี่ไง เวลาที่มีอำนาจวาสนา เอตทัคคะ ลูกศิษย์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านตั้งให้หมดเลย พวกนี้เป็นรองทั้งนั้น พระพุทธเจ้าต้องเหนือกว่า รู้มากกว่า ท่านถึงรับประกันได้ว่ามีเลิศทั้งนั้น เลิศทางฤทธิ์ เลิศทางปัญญา แต่ทุกอย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐสุด

ทีนี้จะย้อนกลับมาความรู้สึกไง สาวกสาวกะที่ได้เป็นไง

นี่พูดถึงว่า “สภาวธรรมที่ผมเคยเจอนั้นมันคืออะไร”

เราจัดอยู่ในหมวดหมู่ของอุเบกขา แต่มีหยาบ มีกลาง มีละเอียด

ถ้าบอกว่า แล้วบอกอุเบกขา เดี๋ยวจะไปเปิดพระไตรปิฎกแล้ว อุเบกขามันเฉยๆ ผมน่ะไม่ได้เฉย

เฉยมันก็มีเยอะนะ มันมีระดับเยอะแยะไปหมด มันอยู่ที่วาสนา

ฉะนั้น อดีตอนาคตที่ผ่านมาแล้วเป็นประสบการณ์ของจิตที่ผู้ฝึกหัดปฏิบัติทั้งนั้น แล้วมันให้ผลอะไรกับเราล่ะ มันได้ประโยชน์อะไร แล้วจิตของเราสงสัยหรือยังจับต้นชนปลายสิ่งใดไม่ได้

ชัดๆ มีสติบริกรรม แล้วรู้เอง เห็นเอง รู้แจ้ง

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

แล้วยิ่งรู้มากยิ่งงงมาก ยิ่งมีการศึกษามากยิ่งปฏิบัติได้เหลวแหลกมาก

หลวงตาพระมหาบัวไปหาหลวงปู่มั่นไง

“มหา เรียนถึงเป็นมหามานะ ธรรมะไม่ได้อยู่ในทฤษฎี ไม่อยู่ในพระไตรปิฎก ไม่อยู่ในใดๆ ทั้งสิ้น อยู่ในหัวใจของคน แล้วถ้ามีความรู้มาก ปฏิบัติไปมันจะเตะมันจะถีบกัน”

มันจะสร้างอารมณ์ สร้างความรู้สึก แล้วเราก็งง ตัวเองเรียนผูก ผูกความรู้ของเรา แก้ไม่ได้ ครูบาอาจารย์นะ เรื่องนี้ไร้สาระมาก

พุทโธชัดๆ

หลวงปู่มั่นสั่งหลวงตาพระมหาบัวไว้ไง “อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ ไม่มีทางเสีย”

ไม่ทิ้งผู้รู้ ไม่ทิ้งพุทโธ มันหยาบ มันกลาง มันละเอียด ตรวจสอบเอง แก้ไขเอง แล้วหัวใจมันจะเป็นธรรม เอวัง